• BKK Area 21

คำต่อคำ การชี้แจงของรมว.พาณิชย์ เกี่ยวกับการจัดซื้อถุงมือยางเทียม ของ อคส.


การชี้แจงของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์


ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดซื้อถุงมือยางเทียม ของ อคส.

18 กุมภาพันธ์ 2563


ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า เรื่องนี้ก็เป็นดังที่ท่านผู้อภิปรายได้อธิบายไปเมื่อสักครู่ว่าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสภาผู้แทนราษฎรเพราะเรื่องนี้เคยมีการพูดกันมาแล้วในที่ประชุมนี้ วันที่มีการตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีและท่านนายกก็ได้มอบหมายให้ผมเป็นผู้ตอบกระทู้ แล้วผมเชื่อว่าวันนั้นผมตอบกระทู้ได้ชัดเจนตามสมควร แม้มีเวลาแค่ 10 นาที


แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ก็ต้องขออนุญาตขอบคุณผู้อภิปรายจะได้มีโอกาสขยายความเพิ่มเติมที่ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจอดีตรักษาการผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้ากับพวก อภิปรายไม่ไว้วางใจบริษัทการ์เดียน โกลฟส์ และอีก 7 บริษัทอภิปรายไม่ไว้วางใจประธานบอร์ดหรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้อง ผมกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยเกือบจะเรียกว่าทุกประการ ไม่มีอะไรไปโต้แย้งกับท่านโดยไม่จำเป็น


แต่ขอปฏิเสธว่าผมไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับโครงการนี้และการดำเนินการนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการไม่เป็นทางการ แอบสั่งการในที่ลับหรือในที่แจ้งก็ตาม นี่คือเบื้องต้นที่จะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเรื่องที่ 1


เรื่องที่ 2 ก็คือผมต้องขออภัยที่ต้องใช้คำว่าท่านผู้อภิปรายโกหกหลายประการต่อที่ประชุม


ประการที่ 1 เรื่องกรรมาธิการพาณิชย์ที่ท่านหยิบยกขึ้นมาเอ่ยอ้างว่ามีการกล่าวพาดพิงถึงรัฐมนตรีมีจริงครับแต่ท่านอ้างไม่หมด เดี๋ยวผมจะเอาไปให้ท่านดูว่าสุดท้ายแล้วแปลว่าอะไรในช่วงท้าย

2. ท่านบอกว่าผมไม่เคยตั้งกรรมการสอบ-ไม่จริง มีการตั้งกรรมการสอบโดย อคส. เดี๋ยวผมจัดลำดับความให้ท่านเห็น

3. ผมไม่อายัดเงิน หรือหน่วยงานมีอำนาจไม่อายัดเงินอันนี้ก็ไม่จริง

4. ไม่เคยดำเนินคดี ก็ไม่จริง

5. ใครก็ไม่ทราบ บอกใครมากินข้าวห้องผม แต่ท่านก็ไม่ยืนยันก็ไม่เป็นไร ผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าหมายถึงใครอย่างไรบ้าง


และท่านบอกว่าผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ออกสื่อหรือแถลงข่าว ก็ไม่จริง ผมให้สัมภาษณ์เรื่องนี้หลายครั้งต่างกรรมต่างวาระมาโดยลำดับ แต่ว่าให้คราวที่ไรไม่ค่อยเป็นข่าวใหญ่โตพาดหัวหน้าหนึ่ง ผมก็เคยตั้งข้อสังเกตสอบถามว่าเพราะอะไร เขาบอกว่า ก็เพราะเขาทราบว่ารัฐมนตรีไม่โกง มันแค่การดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่ ผมไม่ได้โยนให้เจ้าหน้าที่นะครับ แต่เพราะนี่คือข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่มันไม่ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่โตในหน้าสื่อ และแม้แต่วันหนึ่งล่าสุด โทรทัศน์อยู่ทุกช่อง ผมตั้งใจจะพูดเรื่องนี้อธิบายชี้แจง พูดเสร็จเป็นข่าวกระจุ๊บกระจิ๊บนิดเดียว นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานเบื้องต้น


กรณีท่านนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานเพราะว่าท่านผู้อภิปรายบอกว่าหลังย้ายอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.แล้ว ท่านนายกไม่ได้ทำอะไรเลย – นั่งเฉย


ผมขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับท่านนายกฯ ท่านทราบไหมครับทันทีที่ผมทราบเรื่องนี้ผมดำเนินการ ประสานงานกับ ผมไม่เอ่ยตัวบุคคลก็แล้วกัน ไม่ประสงค์พาดพิงท่าน ทั้งที่ในทางที่ดี จนนำมาซึ่งการย้ายอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.เข้าไปอยู่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคำสั่งท่านนายก แล้วก็ไม่ได้แปลว่าเท่านั้นแล้วท่านจบ เมื่อมีการตั้งกระทู้ถามสด ท่านก็มอบหมายให้ผมได้ดำเนินการในการตอบกระทู้ถามสด และท่านก็ได้ติดตามความคืบหน้ามาโดยลำดับ

นี่คือสิ่งที่ผมต้องขออนุญาตชี้แจงให้ความเป็นธรรมกับท่านนายกตั้งแต่เบื้องต้นว่าท่านนายกไม่ได้คิดให้ความสนใจกับนโยบายการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่น


ประการต่อมา ท่านเอ่ยอ้างถึงประธานบอร์ดบอกว่า เป็นโน่นเป็นนี่เป็นนั่น ใกล้ชิดคนสนิทผม คนสนิทท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งท่านชี้แจงแล้วเมื่อสักครู่ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนไม่ว่าคุณจะรู้จักใคร รู้จักผู้ใหญ่ขนาดไหน รู้จักท่านนายก รู้จักรัฐมนตรีไม่ได้แปลว่าคุณจะมีอำนาจล้นฟ้า คุณจะทำอะไรก็ได้ เมื่อไหร่ที่คุณทำผิดกฎหมาย คุณก็ต้องเข้าคุก แล้วผมจะพูดต่อไปว่าเรื่องนี้ผมไม่ยอม ไม่ว่าใครทุจริตโครงการนี้ก็ตาม ผมจะจัดการทางวินัย ทางแพ่ง ทางอาญา จนถึงที่สุดตราบเท่าที่ผมอยู่ในอำนาจหน้าที่และกฎหมายให้อำนาจผม ขอพูดไว้ต่อสภาผู้แทน มันผูกพันผมครับ การพูดในสภา ไม่ใช่ไปพูดที่ประชุมไหนก็ตามก็ไม่ทราบ ที่ท่านเอาเทปขึ้นมาเปิดแล้วท่านก็ตีความผิดด้วย เพื่อจงใจใส่ความผม ทำให้คนเข้าใจผิดว่า รัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง ท่านพูดเรื่องประธานบอร์ดร่ำรวยผิดปกติ ผมไม่ไปแก้ตัวแทนหรอกครับ ไม่ใช่หน้าที่ผม แต่ ปปช. เขามีอำนาจตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้ว ถ้าการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เขาก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเช่นเดียวกัน


ท่านพูดพาดพิงผมที่จำเป็นต้องชี้แจงตั้งแต่เบื้องต้น ณ ที่นี้ ก็คือประการหนึ่ง ท่านบอกว่าผมเป็นคนมอบนโยบายเตรียมการทุจริต ให้ประธานบอร์ดไปดำเนินการซื้อขายถุงมือยาง แล้วก็สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภา ว่ากระทรวงพาณิชย์จะจัดการดูแลให้ผู้ส่งออก ผู้นำ ค้าขายยางออนไลน์ รวมทั้งตลาดถุงมือยางและอื่นๆ อันนั้นมันเป็นงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และถุงมือยางที่พูดไม่ใช่ถุงมือยางเทียมเหมือนกับที่เป็นปัญหาที่ อคส.ไปทำ นี่คือถุงมือยางธรรมชาติเพราะรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง วิธีหนึ่งก็คือเราส่งเสริมการส่งออกถุงมือยางธรรมชาติ ไม่ใช่ถุงมือยางที่ส่อทุจริตที่พูดอยู่ในสภาเดี๋ยวนี้


แล้วกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเขาก็ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้จำนวนมากในการจัดพบปะระหว่างผู้นำเข้ากับผู้ส่งออกของประเทศไทย ขออนุญาตที่จะชี้แจงเบื้องต้นตรงนี้เสียก่อน โดยเฉพาะสุดท้ายท่านถามว่าก่อนเข้าทำสัญญาแสนกว่าล้านนั้น รัฐมนตรีจุรินทร์อยู่ไหน ผมตอบไม่ถูกหรอกครับ ผมอยู่ที่ไหน เพราะผมก็ไม่ทราบ แล้วก็ไม่ได้ไปร่วมกระบวนการสมคบกับใครทำสัญญาแสนกว่าล้านด้วย และทันทีที่ทราบ ผมคือคนแรก หลังจากผู้อำนวยการคนใหม่ของ อคส. เข้ามาตรวจพบว่า มีพิรุธโอนเงิน อคส. 2 พันล้านออกไปจากบัญชี และมีการไปทำสัญญาแสนกว่าล้าน ซื้อขายโดยไม่มีอำนาจ ทันทีที่รายงานผม ก็กลับมาที่ท่านนายก ท่านนายกได้กรุณาช่วยสั่งย้ายอดีตผู้อำนวยการ อคส. ไปประจำสำนักนายก เพื่อจะได้สะดวกต่อการดำเนินการจัดการเอาคนผิดมาลงโทษตามขั้นตอนกระบวนการต่อไป นี่คือเบื้องต้นที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน


แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมขอใช้เวลาชี้แจงทำความเข้าใจที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ได้พูดถึงว่า รัฐมนตรีมีอำนาจอะไรทำไมไม่ทำ 1 2 3 4 5 6 ขออนุญาตเรียนว่า อคส. เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ส่วนราชการที่รัฐมนตรีจะมีอำนาจไปสั่งปฏิบัติราชการได้ หรือสั่งการทางนโยบายใดๆได้ อคส. เป็นรัฐวิสาหกิจเดียวของกระทรวงพาณิชย์มีพระราชกฤษฎีกาโดยเฉพาะเรียกว่าพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้าพ.ศ.2498 และนี่คือกฎหมายแม่บทที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้ชัดเจน ใครไม่ปฏิบัติตามนี้ก็ผิดกฎหมาย


รัฐมนตรีก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนี้ไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีแล้วจะสั่งอะไรก็ได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจนอกกฎหมายได้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้ากำหนดความสัมพันธ์ของ 4 กลไกหลักไว้ดังนี้

1. ผู้อำนวยการและพนักงาน

2. กรรมการ หรือที่เรียกว่า บอร์ดของ อคส.

3. รัฐมนตรี

และ 4. คณะรัฐมนตรี


นี่คือความสัมพันธ์ของ 4 กลไกหลัก ผู้อำนวยการหรือรักษาการผู้อำนวยการที่มีปัญหานี้ มีอำนาจหน้าที่อะไร มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 23 ที่ระบุว่า ผู้อำนวยการมีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินกิจการของ อคส. “ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับที่บอร์ดวางไว้” ไม่ใช่รัฐมนตรีวางไว้


สำหรับบอร์ด หรือกรรมการบริหาร บอร์ด มีหน้าที่ตามมาตรา 15 17 21 มาตรา 15 ระบุว่า มีองค์ประกอบประมาณ 11 คน คนที่มีอำนาจแต่งตั้งบอร์ด ก็ไม่ใช่รัฐมนตรี แต่เป็นอำนาจคณะรัฐมนตรี มาตรา 17 ให้บอร์ดมีหน้าที่ “วางนโยบาย” เพราะฉะนั้นคนที่มีอำนาจวางนโยบายให้ อคส. ไปปฏิบัติคือ บอร์ดเท่านั้น ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ อคส. และให้อำนาจบอร์ดเป็นผู้แต่งตั้ง และถอดถอนผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่รัฐมนตรี เพราะฉะนั้นบอร์ดจึงมีอำนาจกำหนดนโยบาย ถ้าท่านจะถามว่าทำไมกำหนด 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ นั่นเป็นอำนาจและเป็นหน้าที่ของบอร์ดที่ต้องกำหนดนโยบาย และมีอำนาจเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการในการแต่งตั้ง ถอดถอน โดยขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี


คณะรัฐมนตรีมีอำนาจอะไร มาตรา 17 คณะรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งบอร์ด และถอดถอนบอร์ด หรือให้บอร์ดพ้นออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่รัฐมนตรี และมาตรา 20 คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนของบอร์ด ผู้อำนวยการและพนักงานทุกคน แปลว่า คือเสมือนผู้บังคับบัญชา


รัฐมนตรีเป็นใคร ท่านคงจะสงสัย แล้วมีไว้ทำอะไร รัฐมนตรีมีอำนาจจำกัดตามพระราชกฤษฎีกา อคส. ฉบับใหม่ ปี 2535 เพราะอะไร เพราะพระราชกฤษฎีกาใหม่ที่แก้ไขปี 35 เขาเอารัฐมนตรีออกจากการเป็นประธานบอร์ด เพราะเดิมรัฐมนตรีไปเป็นประธานบอร์ด แต่พอมาแก้ ปี 35 เขาเอารัฐมนตรีออกจากประธานบอร์ด แต่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นแทน โดยให้เหตุผลท้ายพระราชกฤษฎีกาที่แก้ไขไว้ชัดเจนเลย


เหตุผลที่เอารัฐมนตรีออก และให้ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานบอร์ดแทน ก็คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติม องค์ประกอบของคณะกรรมการ อคส. และโดยให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านธุรกิจ มาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการเพื่อแยกการบริหารกิจการของ อคส. ออกจากการเมือง


นี่คือเหตุผลที่ทำไม รัฐมนตรีกลายเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับบอร์ด และกับผู้อำนวยการ และพนักงาน ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา รัฐมนตรีมีอำนาจจำกัดแค่ที่กำหนดไว้ในมาตรา 13 14 35


มาตรา 13 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ “ควบคุมดูแลโดยทั่วไป” ไม่ใช่สั่งปฏิบัติราชการเหมือนกรม ที่ผมดูแล และเพื่อการนี้รัฐมนตรีมีอำนาจ 3 ข้อ


1. มีอำนาจเรียกบอร์ด ผู้อำนวยการ หรือบุคคลใดใน อคส. มาทำ 3 เรื่อง 1. ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง 2. ให้แสดงความคิดเห็น และ 3. หรือให้ทำรายงานยื่น นี่แหละครับ อำนาจของคนเป็นรัฐมนตรีที่ท่านถามว่า ทำไมไม่ทำ 1 2 3 4 5 6 เหมือนที่อภิปรายผมเมื่อสักครู่ และรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเหนือกฎหมาย


มาตรา 14 เรื่องที่ต้องเสนอไปยัง ครม. ตาม พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ “บอร์ด” บอร์ดอีกแล้ว เสนอผ่านรัฐมนตรีไปยัง ครม. เพื่อพิจารณาตัดสิน แปลว่า รัฐมนตรีคือบุรุษไปรษณีย์ เมื่อผู้อำนวยการ อคส. เขาต้องการเรื่องใดจากคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจก็ให้รัฐมนตรีเป็นตัวผ่านนำเรื่องเข้า ครม.


มาตรา 35 ตรงนี้จะได้เห็นชัดว่า รัฐมนตรีสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้มากน้อยแค่ไหน มาตรา 35 ให้บอร์ด ทำรายงานเสนอรัฐมนตรี “ปีละ 1 ครั้ง” และให้กล่าวถึงผลงาน กล่าวถึงคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของบอร์ด เพราะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจให้นโยบาย บอร์ดเป็นผู้ให้นโยบาย ก็ให้ชี้แจงรัฐมนตรีปีละ 1 ครั้งว่าทำไมออกนโยบายอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น และมีนโยบายอะไรบ้าง


กล่าวโดยสรุปก็คือรัฐมนตรีมีอำนาจจำกัด แค่ให้บอร์ด ผู้อำนวยการชี้แจงแสดงความเห็น ทำรายงานยื่นและเสมือนบุรุษไปรษณีย์ เพราะต้องการให้ อคส. เป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองในการกำหนดนโยบาย และการบริหารจัดการ บอร์ดมีนโยบายอย่างไร รัฐมนตรีจะไปสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงมิได้ บอร์ดมีหน้าที่กำหนดนโยบาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการมีหน้าที่บริหารตามนโยบายบอรืด รับผิดชอบต่อบอร์ด ในฐานะผู้บังคับบัญชา คณะรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนบอร์ด และผู้อำนวยการ นี่คือเบื้องต้นที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเพื่อจะได้เห็นภาพ และจะได้ไม่ตั้งคำถามเหมือนท่านผู้อภิปรายที่ได้ถามผมเมื่อสักครู่


แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่ท่านอภิปรายมาเมื่อสักครู่ ผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมกับท่านประธานว่า ทันทีที่ผู้อำนวยการคนใหม่ เข้าไปรับทราบความไม่ชอบมาพากลและรายงานให้ผม ไม่ได้แปลว่าหลังจากนั้นแล้ว ผมไม่ทำอะไรเลย ผมใช้อำนาจหน้าที่ที่ผมมีอยู่จำกัด ดำเนินการร่วมกับผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่หลายประการ ซึ่งขอใช้เวลาลำดับให้ท่านประธานได้เห็นดังต่อไปนี้ ที่ท่านบอกว่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนนั้น ท่านใส่ความผม


1. วันที่ 14 กันยายน หลังจากผมประสานงานไปยังท่านนายกฯ แล้ว ท่านกรุณาลงนามคำสั่งย้ายอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. ไปประจำสำนักนายกฯ


ถัดมาวันรุ่งขึ้น ผู้อำนวยการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งที่ 211/63 และให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทันทีเลย


3. ถัดมา 2 วัน วันที่ 17 กันยายน 63 บอร์ดประชุม มีมติระงับโครงการ ไม่ให้ดำเนินการต่อใดๆ ทั้งสิ้น


4. วันที่ 18 กันยายน ถัดขึ้นอีกวันนึง ผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่ ไปแจ้ง ดีเอสไอ ร้องทุกข์กล่าวโทษ อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. กับพวก และบริษัทการ์เดียน โกลฟส์ ที่เซ็นสัญญาแสนกว่าล้านนั่นแหละครับ ให้ดำเนินคดี


ถัดมาวันเดียวกันไปแจ้ง ปปง. ขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีของอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และพวก

ประการที่ 5 วันที่ 23 กันยายน 63 หลังจากคำสั่งย้าย 9 วัน ไม่ได้ปล่อยเป็นเดือนเป็นปีเลย ผู้อำนวยการ อคส. จัดทำเอกสารทั้งหมด ยื่นเรื่องไปให้ ปปช. กล่าวหารักษาการผู้อำนวยการ อคส. กับพวกว่าได้กระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ ใช้อำนาจโดยทุจริต ขอให้ ปปช. ดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด


และถัดมาวันที่ 22 ตุลาคม 63 ก็แจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก ไปยังเอกชน 7-8 รายที่มาเซ็นสัญญาในฐานะกระทำความผิดเป็นตัวการร่วม


นอกจากนั้นประการที่ 6 วันที่ 23 กันยายน 63 กับ 22 ตุลาคม 63 ไม่กี่วันนั่นแหละครับ ผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่ ก็ทำหนังสือหารืออัยการสูงสุด เพราะร้อนใจ ผมติดตามให้รายงานโดยลำดับ สอบถามอัยการว่าเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ จะฟ้องทางแพ่งและอาญาเองได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่นิ่งเลยครับ


7. วันที่ 19 ตุลาคม 63 ผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่ ทำหนังสือหารือคณะกรรมการนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ว่าสัญญาเป็นโมฆะหรือไม่ ทั้ง 8 สัญญา


ที่สำคัญได้รายงานให้ผมทราบเป็นลายลักษณ์อักษร 4 ครั้ง ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์

ครั้งที่ 1 รายงานวันที่ 24 กันยายน 63 ว่าได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว 2. ได้แจ้ง ดีเอสไอแล้ว 3. ได้แจ้ง ปปง. แล้ว และ 4. ได้ร้อง ปปช. แล้ว ผมก็สั่งการไปว่า “ทราบและให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด”


วันที่ 22 ตุลาคม 63 ผมทวงถามความคืบหน้า ท่านคงมัวยุ่งอยู่กับการดำเนินคดีหลายเรื่อง และในวันเดียวกัน ผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่ ก็รายงานผมกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า 1. คณะกรรมการ กับ อคส. มติเอกฉันท์ว่า คณะอนุกรรมการกฎหมายของ อคส. มีมติเอกฉันท์ว่าสัญญากับบริษัทการ์เดียน โกลฟส์ ส่อว่าจะเป็นโมฆะ และรายงานความคืบหน้าที่ส่งเรื่องดีเอสไอ อคส. ไปยัง ปปช. และ ปปง. ผมก็ได้สั่งการว่า ให้เร่งดำเนินการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการโดยเคร่งครัด วันที่ 28 ตุลาคม 63

รายงานครั้งที่ 3 วันที่ 1 ธันวาคม 63 แจ้งให้ผมทราบว่ารายงานพบข้อพิรุธปรากฏใน 7 สัญญาที่เหลือ และเมื่อพบข้อพิรุธแล้ว ก็ได้ทำรายงานส่ง ปปช. ด้วย เพื่อ ปปช.จะได้สะดวกในการเร่งรัดการดำเนินการไต่สวน ผมก็สั่งการไปอีกว่าทราบ ข้อ 2 ให้ติดตาม ข้อ 3 ให้ความร่วมมือกับการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเต็มที่ และรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ

สุดท้ายผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่ รายงานผมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 64 แจ้งผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน แจ้งว่าบัดนี้ได้สอบเสร็จแล้วมีเอกสารทั้งหมด 2,268 แผ่น พบผู้ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมจากคิดว่าอดีตรักษาการผู้อำนวยการคนเดียว มีเพิ่มอีก 2 ราย รวมเป็น 3 ราย และได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงต่อบอร์ด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาผู้อำนวยการแล้ว บอร์ดมีมติรับทราบ


และที่สำคัญ ผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่ได้ส่งสำเนารายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง 2,268 แผ่น ไปยังคณะกรรมการ ปปช. ด้วย เพื่อประกอบการไต่สวนดำเนินคดี และขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่ก็นำผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีกเป็น 3 รายไปดำเนินการที่จะตั้งกรรมการสอบตามขั้นตอนวินัยของพระราชกฤษฎีกา อคส. หรือระเบียบ อคส. ต่อไป


ผมก็สั่งการอีก 3 ข้อวันนั้น 1. ทราบ 2. ให้เร่งดำเนินการทั้งทางวินัย แพ่ง อาญา และอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ 3. ให้รายงานความคืบหน้าต่อไป นี่คือสิ่งที่ผมได้ดำเนินการ


สรุปความก็คือผมได้ทำทุกอย่าง เรียกว่าครบถ้วนด้วยความปรารถนาอย่างแท้จริงที่ตั้งใจจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษและเอาเงิน 2,000 ล้านของ อคส. พร้อมดอกเบี้ยกลับคืนมาเป็นของรัฐโดยเร็วที่สุดภายใต้อำนาจหน้าที่ของผม เท่าที่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้กระผมทำได้ นี่คืออีกประการหนึ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานให้ได้รับทราบ


มีคำถามว่าแล้วทำไมไม่รีบอายัดเงิน 2 พันล้าน ที่โอนโดยอดีตรักษาการไปให้บริษัทการ์เดียน โกลฟส์ ขออนุญาตชี้แจงกับท่านประธานครับว่า ผู้อำนวยการคนใหม่ท่านได้ทำสุดวิธีแล้ว ทั้งส่ง ดีเอสไอ ปปง. ปปช. และที่สำคัญที่สุด การส่ง ปปช. เดิมคิดว่า ดีเอสไอจะดำเนินการได้ ปรากฏ ดีเอสไอ แจ้งว่าเขามีอำนาจสอบแค่ 30 วัน แล้วสุดท้ายเพราะเป็นการทำทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องส่ง ปปช. ก็แปลว่าต้องไปนับหนึ่งที่ ปปช. 2. ปปช. เขาก็บอกว่า ปปง. มีอำนาจที่จะไปอายัดตรวจสอบเส้นทางการเงิน เมื่อถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ปปช. ต้องชี้มูล และส่งเรื่องไปให้ ปปง. แล้วใช่ว่า ปปง. เขาจะตรวจสอบได้ทันที เขาต้องส่งกรรมการธุรกรรมให้มีมติ ปปง. จึงจะไปดำเนินการได้ อันนี้เป็นไปตามกฎหมาย ปปง.


ผมกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้เพราะว่าท่านประธานทราบไหมครับ รัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับมอบอำนาจให้สั่งปฏิบัติราชการ ปปง. คือใครยืนอยู่ตรงนี้ไงครับ ตอนท่านชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2


อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องไปถึง ปปช. ปปช.สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 69 (1) และมาตรา 38 เพราะ ปปง. มีอำนาจกว้างขวางอย่างยิ่งจากกฎหมายที่แก้ไขมา นั่นก็คือมาตรา 69 (1) มีอำนาจสั่งยึด หรืออายัดทรัพย์สินในคดีที่ไต่สวนได้ 2. มาตรา 32 ปปช. สามารถขอข้อมูลเส้นทางการเงินจาก ปปง. ได้ เพราะฉะนั้นที่ท่านห่วงว่ามีการอายัดบัญชีหรือไม่ บัดนี้ ปปง. ได้อายัดบัญชีตามอำนาจหน้าที่ โดยความร่วมมือของ ปปง.แล้ว ตามอำนาจมาตรา 69 (1) กับมาตรา 38


ที่ผมพูดได้ ก็ไม่ใช่ว่าผมไปแทรกแซง ปปช. แล้วไปล้วงความลับมาได้ แต่เพราะท่านประธาน ปปช. ได้แถลงข่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า ปปช. ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว และได้มีการลงมติอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าวไว้แล้วจำนวนหลายบัญชี แต่ไม่สามารถเปิดเผยจำนวนเงินได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านกังวลว่าจะไม่มีการอายัด ปปช.ได้ทำหน้าที่นี้จนครบถ้วนกระบวนความแล้วในอำนาจของ ปปช.


ท่านหยิบยกการให้การของอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. ที่เกือบจะเรียกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ขึ้นมาพูด แล้วท่านก็บอกว่าอดีตรักษาการฯ ได้พูดพาดพิงว่า ผมรับทราบเรื่องการจัดซื้อถุงมือยางที่ว่านี้ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ถ้าท่านเอารายงานฉบับนี้มาอ้าง หรือคำพูดของอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. มาอ้าง ผมเรียนเลยท่านฟังความข้างเดียว เสียยี่ห้ออดีตรัฐมนตรีหมดเลยครับ


ท่านทราบไหมครับ รายงานนี้ผมไม่เคยมีโอกาสได้ไปชี้แจง เพราะไม่ได้เชิญผม มันมีแต่อดีตรักษาการผู้อำนวยการไปชี้แจง แล้วอดีตรักษาการเป็นใครครับ ก็คือคนที่กำลังถูกดำเนินคดีโดยปปช. อยู่นี้ ไปเซ็นสัญญาแสนกว่าล้าน โอนเงิน อคส. ไป 2 พันล้าน อคส.เสียหายขนาดไหน โดยไม่มีอำนาจแล้วก็ยืนยันว่าตนเองมีอำนาจ คนทั้งเมืองเขาบอกว่ามีอำนาจได้ยังไง ตั้งแสนกว่าล้าน เขาให้อำนาจท่าน 25 ล้านเกิน 50 ล้านต้องเข้าบอร์ด ท่านยังไปเชื่ออีกเหรอครับ ทำไมท่านหัวอ่อนอย่างนั้นครับ


นี่คือสิ่งที่ผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจเบื้องต้น และที่ท่านพูด ท่านก็พูดไม่หมด เพราะในรายงานนี้เขียนไว้ถึงการให้การของอดีตรักษาการผู้อำนวยการฯ ชัดเจนว่า 1 2 3 4 5 6 ประธานบอรืดบอกว่าคุยกับท่านรัฐมนตรีแล้ว เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีรับทราบแล้ว แต่พอประโยคต่อมา แต่ข้อเท็จจริงจะทราบหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ ทำไมท่านไม่พูดตรงนี้ด้วยล่ะครับ คนพูดเองก็ยังไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง


ผมนี้ให้ฝ่ายกฎหมายไปดู ว่าผมดำเนินคดีได้มั้ย เพราะคนอย่างผมนี้ ใครมากล่าวหาว่าโกง ผมไม่มีวันยอม ทนายความคนนึงหาว่าผมโกงหน้ากากไปไลฟ์สด 5 ครั้ง ผมฟ้องดำเนินคดีไปแล้ว 5 กรรม จนถึงวันนี้ศาลจะสั่งดำเนินการไต่สวน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ อีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ครับ


เพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างอะไรนั้น ท่านต้องไม่ฟังความข้างเดียว ผมไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ผมขอบคุณที่ท่านมาอภิปรายผม ผมจะได้ชี้แจงเสียตรงนี้


นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ ถัดไปเรื่องเทปที่ท่านมาเปิด ผมฟังไม่ชัดนะครับ แม้ท่านจะเปิด 2 ครั้งก็ตาม แต่จับความได้ว่า มีบุคคลคนหนึ่ง ท่านก็บอกว่าเป็นใครก็ไม่ทราบอาจจะเป็นประธานบอร์ดหรือใครก็ตามที่จะพูดเรื่องนี้ จับความได้ว่าจะเก็บไว้ให้รัฐมนตรีเป็นผลงาน เดี๋ยวจะให้รัฐมนตรีมากด เป็น เป็นอะไร ผมก็ไม่ทราบ เป็นประธานเปิดโครงการ หรือทำอะไรก็ไม่ทราบ ผมฟัง 2 ครั้งมันก็รวดเร็ว แต่ท่านไปพูดว่ามากดเงิน ท่านเจตนาอะไรครับ และผมขออนุญาตกราบเรียนว่าฟังเทป แล้วไงครับ มันมีตรงไหนที่บอกว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องในทางมิชอบกับการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง และที่สำคัญผมก็ไม่ได้ไปร่วมสนทนาในวงเทปที่ท่านเอามาเปิดด้วย หรือไปร่วมรับรู้ด้วย แค่เอามาเปิดกล่าวอ้าง


การกล่าวอ้างว่าของใครก็ตามที่อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงใดก็ตามว่าจะให้เป็นผลงานรัฐมนตรี เดี๋ยวจะมาเชิญรัฐมนตรีไปกดปุ่ม หรือเปิดงานอะไรก็ตาม มันก็เหมือนกับทุกหน่วยงาน ผมก็รับงานไปเป็นประธานเปิดงานของกระทรวงพาณิชย์มาไม่รู้กี่หน่วยงาน แต่งานนี้ผมขอบอก จะให้เป็นผลงานรัฐมนตรีผมเรียนเลยผมไม่รับหรอกครับ เพราะงานนี้มันคือผลงานอัปยศเหมือนที่ท่านพูด ผมไม่แย้งท่านตรงนี้เลย แล้วผมบอกเลย จะนิมนต์ผมไปเป็นประธานกดปุ่มอะไรก็ตาม ผมไม่รับนิมนต์ครับ นี่คือสิ่งที่อยากจะขออนุญาตที่จะกราบเรียนทำความเข้าใจกับท่านประธาน


เรื่องประธานบอร์ด ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า คนที่จะมาเป็นประธานบอร์ด อคส. หรือคนที่จะมาเป็นบอร์ด อคส. ได้ ไม่ได้แปลว่า อยู่ๆ รัฐมนตรีจะไปหยิบใครขึ้นมา แล้วก็มาตั้งเป็นประธานบอร์ดได้ เขามีกฎหมาย มีขั้นตอน มีระบบระเบียบ การตั้งประธานบอร์ด 1. เป็นอำนาจคณะรัฐมนตรี 2. มีขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่ตั้งได้ตามอำเภอใจของรัฐมนตรี เจ้าตัวต้องแสดงความจำนงประสงค์ที่จะเป็น แล้วก็ไม่ได้แปลว่าถ้าคนนั้นรู้จักรัฐมนตรีแล้วมีอำนาจเหนือกฎหมาย ใครทำผิดคนนั้นก็ต้องติดคุก นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน


การแต่งตั้งบอร์ดหรือประธานบอร์ดมี 9 ขั้นตอน เป็นไปตามที่กฎหมายและระบบระเบียบกำหนดไว้ 1. เจ้าตัวต้องแสดงความจำนง 2. ต้องนับหนึ่งที่ผู้อำนวยการ อคส. เป็นคนเสนอชื่อไปที่ สคร. หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสังกัดกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานระดับกรม เป็นผู้พิจารณาว่า บุคคลที่ประสงค์จะเป็นนั้น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ และถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และเวลาเสนอชื่อ คนเดียวไม่ได้ครับ ล็อคสเปคไม่ได้ ต้องเสนอ 2 คน เพื่อให้ สคร. ของกระทรวงการคลัง เขาเลือกให้เหลือ 1 คน ผ่าน สคร. แล้ว ต้องกลับมาที่ผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการจึงเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเพื่อให้พิจารณา และจากนั้นประธาน คนร. หรือคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ โดยนายกฯ เป็นประธาน ต้องให้ความเห็นชอบ จึงกลับไปที่ผู้อำนวยการเสนอชื่อไปขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยผ่านรัฐมนตรีที่ต้องเป็นบุรุษไปรษณีย์นำเรื่องเข้า ครม. ถ้า ครม. ไม่เห็นชอบ ก็เป็นไม่ได้ นี่คือขั้นตอนกระบวนการที่ต้องขออนุญาตที่จะกราบเรียน


ตะกี้ท่านบอกว่าสุดท้ายได้ประธานบอร์ดไม่มีคุณสมบัติ ผมไม่มีหน้าที่ไปปกป้องนะครับ แต่อยากเรียนให้ท่านทราบว่า ที่ สคร. เขาเลือกท่านนี้มาเป็นประธานบอร์ด ตอนเสนอไป 2 คนนั้น ประธานบอร์ดเขาจบปริญญาโท จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เขาเป็นนักธุรกิจเหมือนเจตนารมณ์ที่การแก้พระราชบัญญัติ อคส. ปี 35 ต้องการจะได้บุคคลที่มีคุณสมบัติตามนี้


ปี 2552 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ องค์การมหาชนแล้วก็เป็นอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จึงผ่านขั้นตอนกระบวนการทั้งหลายขึ้นมาเป็นประธานบอร์ด อคส. รวมทั้งท่านอื่น


และทำไมอยู่ไปตั้งประธานบอร์ด ไม่ใช่อยู่ๆ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อยากได้ประธานบอร์ดก็ไปเสนอตั้ง ที่ต้องตั้งนี้ ตั้งเอาไม่กี่เดือน เพราะประธานบอร์ดคนเก่าเขาลาออก มันต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการขึ้นมาใหม่ จึงเป็นที่มาของการได้มาซึ่งประธานบอร์ดท่านใหม่


ท่านถามผมว่าทำไมผมไม่ตั้งกรรมการสอบประธานบอร์ด ปล่อยปละละเลยอยู่ได้อย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้ให้ชัดเจนครับ ผมไม่ตั้งกรรมการสอบเพราะมีอำนาจหรือเปล่า 2. เรื่องนี้ได้ส่งไปยังประธาน ไปยังปปช. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 63 ปปช. มีอำนาจสอบยิ่งกว่าประธานบอร์ด เพราะ ปปช. เขามีอำนาจตามมาตรา 28 (1) (2) สอบได้ทั้งผู้อำนวยการ สอบได้ทั้งพนักงาน สอบได้ทั้งบอร์ด สอบได้ทั้งประธานบอร์ด และอย่าว่าแต่แค่ประธานบอร์ด รัฐมนตรี ปปช. ก็มีอำนาจสอบ ผมเขาก็ไม่เว้นหรอกครับ ถ้านายจุรินทร์ไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเรื่องจัดซื้อถุงมือยางนี้


ผมกราบเรียนกับท่านประธานและไม่ใช่จบแค่ผม คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ปปช.เขาก็มีอำนาจสอบ และไม่เว้นแม้แต่เอกชน เพราะฉะนั้นเมื่อเรื่องเข้า ปปช. ครอบคลุมทุกคนแล้วครับ ปปช.ไม่เลือกเฉพาะเจาะจง เอาคนนี้ แล้วก็ถึงใครก็เว้น ผมไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น และโดยอำนาจเขามีอำนาจสอบถึงทุกคนอยู่แล้ว


และในทางตรงกันข้ามกลับกัน เกิดผมไปตั้งกรรมการสอบประธานบอร์ด ท่านก็มาได้อีกในสภา นี่จะไปฟอกขาวกันเองหรือเปล่า หรือจะไปช่วยประธานบอร์ดหรือเปล่า จะไปช่วยบอร์ดคนไหนหรือเปล่า ไม่มีหรอกครับ ปปช. คือที่สุดแล้วครับของประเทศไทย ถัดจากนี้ถือว่าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้า ปปช. ชี้มูล ก็ไปอัยการ อัยการชี้มูลก็ไปศาล ไม่มีเว้นใครทั้งนั้น นี่ก็คือสิ่งที่เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ


และท่านเขียนในญัตติใช่ไหมครับ พฤติกรรมของผมไม่มีธรรมาภิบาล แต่ท่านกำลังเรียกร้องอะไรครับเมื่อกี้ ท่านเรียกร้องให้ผมใช้ธรรมาภิบาลหรือเปล่า หรือให้ผมลุแก่อำนาจ อยากปลดใครก็ปลด อยากสอบใครก็สอบ ท่านทราบไหมครับ คนที่รู้แก่อำนาจนี้ เคยมีตัวอย่างปรากฏให้เห็นมาแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีท่านคงรู้จักดีแล้วครับ


ผมตรงประเด็นเสมอครับ ท่านประธานครับ เพราะผมกำลังอธิบายว่าทำไมผมไม่ตั้งกรรมการสอบ ทำไมผมไม่ปลอดประธานบอร์ด เพราะผมไม่ต้องการใช้อำนาจที่ลุแก่อำนาจโดยมิชอบ เพราะมีตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเทียบเคียงให้เห็นแล้ว สุดท้ายเรื่องไป ปปช. วันนี้ ปปช. ชี้มูลแล้ว เมื่อ 1 กรกฎาคม 63 อุ่นๆ อยู่นี้ครับ บอกว่ามีความผิดอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่งอัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองต่อไป ผมจึงต้องใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้อำนาจ


แต่ขออนุญาตกราบเรียนให้ท่านสบายใจ ถ้า ปปช. ชี้มูลวันไหนว่าใครก็ตามเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่มีเว้นแม้แต่ประธานบอร์ด ผมไม่เอาไว้ครับ และจะดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้อำนาจจำกัดที่ผมมีอยู่ ให้พ้นจากภารกิจจนถึงที่สุด แล้วให้ไปสู้คดีเอาเองในชั้นศาล หรือชั้นอัยการต่อไป นี่คือสิ่งที่ผมจะขออนุญาตที่จะกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับความสบายใจ


กรณีที่ท่านกล่าวหาผมว่าผมทำแค่นี้ส่ง ปปช. แล้วถือว่าจบ ขออนุญาตไม่จบครับ ผมไม่มีวันยอมกับการทุจริตที่เกิดขึ้นที่นี่ และผมจะทำต่อไป ที่จะทำต่อไป ขอกราบเรียนให้ท่านประธานสบายใจเลยครับผมขอใช้เวลาครับ


1. หากกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบ อคส. ที่ผู้อำนวยการคนใหม่หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงและพบ 3 คน ตอนนี้ท่านตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบแล้ว และถ้าสอบเสร็จชี้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ก็จะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ชี้ว่าต้องรับโทษเท่าไหร่ ให้ออก หรือไล่ออก หรืออะไรก็ตาม


2. ไม่จบเท่านั้น จะตั้งกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด โดยส่งให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ตามระเบียบสำนักนายกว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ว่า ผู้ที่ร่วมกระทำความผิด ต้องชดใช้ความเสียหายให้กับ อคส. เป็นเงินกี่บาท กี่สตางค์ นาย ก. เท่าไหร่ นาย ข. เท่าไหร่ นาย ค.เท่าไหร่ แล้วก็เมื่อดำเนินการแล้วส่งให้ อคส. บังคับชดใช้ ถ้าไม่จ่ายก็ส่งอัยการฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย

เมื่อ ปปช. ชี้มูลส่งอัยการฟ้องศาล อคส. โดยผู้อำนวยการคนใหม่ จะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 44/1 ของ ป.วิอาญา คือหมายความว่าเมื่อคดีอาญา ปปช. ชี้มูลส่งให้อัยการ อัยการส่งศาล ฟ้องศาลรับคดี อคส. จะขอยื่นคดีแพ่งควบคู่ไปกับอาญาด้วย ไม่ใช่แค่ตัดสินจำคุกเท่าไหร่ ให้ตัดสินคู่ไปด้วยว่าต้องชดใช้ค่าเสียหายเอาเงิน 2 พันล้าน บวกดอกเบี้ย คืน อคส. คนละเท่าไหร่ ในความคิดของตนเอง


นี่คือสิ่งที่ทำได้ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 44/1 และให้ลงโทษทั้งตัวการ ตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนทั้งหมด ที่อัยการสั่งฟ้อง นี่คือข้อ 2 ที่จะให้ท่านประธานได้สบายใจ


3. ทันทีที่ ปปช. ชี้มูลกำหนดโทษ ส่งให้ อคส. จะเร่งให้ผู้อำนวยการ อคส. ลงโทษ โดยเร็วที่สุดว่าใครต้องรับโทษอะไรอย่างไร ไม่ใช่เอาไปดองไว้ ช่วยกัน ต้องไม่เป็นอย่างนั้น


และ 4. เมื่อ ปปช. ชี้มูล ปปช.ก็จะส่ง ปปง. ยึดทรัพย์ เส้นทางการเงินตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย


ข้อ5 จะเร่งคณะทำงานปฏิรูปข้อบังคับและระเบียบ ที่ผู้อำนวยการ อคส. คนใหม่ตั้งแล้วเมื่อ เดือนตุลาคม 63 เพื่อป้องกันเหตุไม่ชอบมาพากลทำนองนี้ให้เกิดขึ้นได้ต่อไป


และสุดท้ายที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน อคส. และผม แม้มีอำนาจจำกัด แต่จะร่วมมือกับกระบวนการทุจริตอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อเอาคนผิด เอาคนทุจริตมาลงโทษและเอาเงิน 2 พันล้าน บวกดอกเบี้ยกลับมาคืน อคส. ให้ได้โดยเร็วที่สุด ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ


ที่มา : https://www.democrat.or.th/newsDetail/2103